08 August 2008

ปารีสที่เห็นจริงต่างจากที่ฝันไว้เยอะ



การเดินทางเที่ยวฝรั่งเศสครั้งนั้นเริ่มต้นที่การนั่งรถบัสฝ่าหิมะจากเมือง Providence ที่เรียนอยู่มาที่ Logan International Airport ใน Boston ตอนแรกนึกว่าจะไม่ได้ไปซะแล้วเพราะหิมะของ New England เดือนมกราตกหนักไม่แพ้ใคร แต่โชคดีที่เค้าสามารถเคลียร์รันเวย์ได้ ทุกคนในเที่ยวบินNorthwest จาก Boston ไป Amsterdam ในวันนั้นจึงอย่างสบายใจ



เมื่อลงเครื่องที่ Amsterdam ก็ประหลาดใจมากที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของที่นั่น (จะว่าไปแล้วก็เกือบทุกที่ทั่วโลก) เข้มงวดน้อยกว่าอเมริกาเยอะ เจ้าหน้าที่สาวหน้าตาใจดีพูดทักทายอย่างแจ่มใสด้วยภาษาอังกฤษที่ชัดเจน คล่องแคล่ว พร้อมสำเนียงน่ารักๆของท้องถิ่น เธอถามคำถามทั่วไปไม่กี่คำถามแล้วก็ปล่อยให้เราผ่านไปประตูรอต่อเครื่องพร้อมกับพูดว่าขอให้เที่ยวให้สนุกในปารีส คิดๆไปแล้วด่านตรวจคนเข้าเมืองที่นี่เทียบได้กับด่านถามคำถามครั้งแรกก่อน check-in ที่ airport ในอเมริกาเท่านั้นเอง ท้องฟ้าที่ Amsterdam ของตอนเช้าวันนั้นอาจจะขมุกขมัวไปบ้างแต่พอพระอาทิตย์ขึ้นตอน 7 โมงเช้าทุกอย่างก็สว่างขึ้นเยอะ เราเลยใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงเศษๆก่อนขึ้นเครื่องเดินเที่ยวตามร้าน duty free ต่างๆ ดูการออกแบบภายในของสนามบินที่นี่ก็คล้ายๆกับ Charles de Gaulle ที่ฝรั่งเศส แล้วก็ยังมีส่วนคล้ายคลึงกับสนามบินสุวรรณภูมิของเราอีกด้วย แต่หลังจากนั้นไม่นานพนักงานสายการบิน Air France เที่ยวบิน Amsterdam – Paris ก็ประกาศให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องเพื่อออกเดินทาง การเดินทางเครื่องบินของเราก็จะสิ้นสุดแล้ว แต่การเดินทางจริงๆก็กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ถึง 2 ชั่วโมง ตื่นเต้นครับ


สนามบิน Charles de Gaulle ใหญ่มากแต่ทุกอย่างก็เป็นระเบียบ ระหว่างที่เดินลงมาที่ luggage claim ก็เริ่มเห็นการแสดงออกทางวัฒนธรรมการเมืองของฝรั่งเศสเป็นระยะๆ เริ่มจากป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่เรียกร้องให้ทุกคนสนใจการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ Darfour ทำให้เราย้อนกลับไปคิดถึงบรรยากาศสนามบินในอเมริกาหรือในเมืองไทยที่แทบจะไม่มีการรณรงค์ทางการเมืองให้เห็นเลย ส่วนใหญ่จะเป็นโฆษณาเชิงพาณิชย์ซะมากกว่า



การเดินทางมาเที่ยวปารีสครั้งนี้ต้องขอบคุณเพื่อนใจดีที่ให้พักเพราะตัวเค้าเองก็มาเรียนที่มหาลัยวิทยาลัยปารีสหนึ่งเทอมก่อนบินกลับอเมริกาพร้อมกัน การเดินทางจากสนามบินมาเจอเพื่อนคนนี้ที่ที่พักของเขาในย่าน Monmartre ก็ไม่ยากแต่อาจจะไกลไปนิด เพราะต้องลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่หนึ่งใบพร้อมเป้สะพายหลังที่ใส่laptopมา (ซึ่งก็ไม่ได้ใช้) แล้วนั่งรถไฟจากสนามบินมายัง Gare du Nord ระหว่างทางก็มึนๆงงๆ อยู่ไม่น้อยเพราะยังเหนื่อยจากการเดินทางเกือบสิบชั่วโมง และจาก Amsterdam ก็ไม่ได้นอนเพราะเจอคุณแม่ชาวอเมริกันที่นั่งติดกันชวนคุยตลอดทาง พร้อมกับปล่อยกลิ่นไวน์ทางลมหายใจทุกครั้งที่เธอพูด ตลอดเส้นทางก็ชมวิวชานกรุงปารีสไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกคล้ายๆกับชานเมืองใหญ่อื่นๆที่กำแพงคอนกรีตที่มี graffiti สีจัดจ้าน และก็มีกลุ่มหมู่บ้านๆเล็กๆตามเส้นทางรถไฟที่ทอดยาวไปตามท้องฟ้าสีเทา พอนั่งไปซักพักก็ ถึงในเมืองปารีสแล้ว จากนั้นก็ต้องนั่ง Metro จาก Gare du Nord ไปยังสถานี Pigalle เพื่อนก็มารับแล้วพาลากกระเป๋าขึ้นเนินไปที่ห้องเล็กๆของเค้าใน apartment เล็กๆที่หนึ่งในย่าน Montmartre

สองสามวันแรกในปารีสก็จะมึนๆเล็กน้อยเนื่องจาก jetlag และก็ยังฟังไม่รู้เรื่องทั้งหมด แต่หลังจากนั้นก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จำได้ว่าวันอาทิตย์แรกที่ไปถึงก็ตะลุยเข้าพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เพราะวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนจะเปิดให้เข้าฟรี นับว่าเป็นนโยบายที่ดีเพื่อส่งเสริมคนให้สนใจศิลปะ จำได้ว่าได้ไปดูพิพิธภัณฑ์ Guimet ซึ่งเป็นที่เก็บศิลปะเอเชียทั้งจิตกรรมและประติมากรรมจากที่ต่างๆในเอเชีย ได้ไปพิพิธภัณฑ์ Rodin ประติมากรเลื่องชื่อของโลกเจ้าของผลงานชิ้นเด่นอย่าง La porte de l’enfer หรือ le penseur





นอกจากนี้พวกเราก็ได้ไปพิพิธภัณฑ์และสถานที่แสดงศิลปะที่ทุกคนรู้จักกันดีจาก Musée du Louvre และ Musée d’Orsay ที่จัดแสดงภาพวาดชิ้นสำคัญๆของจิตกรยุโรปจากหลายสมัยหลายประเทศแต่ที่ที่ประทับใจที่สุดคงจะเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆที่ชื่อว่า Musée Jacquemart-André ตั้งอยู่ที่ถนน Haussman ด้วยบรรยากาศสถานที่ที่เป็นคฤหาสน์ (hôtel particulier) แบบศตวรรษที่ 19ที่ภายในยังคงความงดงามแบบสมัยเดิม การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในวันนั้นเลยได้ทั้งชมภาพวาดที่สวยงามและบรรยากาศของที่จัดแสดงที่แปลกไปจากเดิม



ถึงแม้การไปปารีสในครั้งนี้จะเหมือนการไปเยือนแบบนักท่องเที่ยว แต่พวกเราก็ไม่ลืมที่จะพยายามทำความรู้จักกับเมืองๆนี้เหมือนอย่างที่คนท้องถิ่นรู้จัก ปารีสประกอบด้วย 20 เขตซึ่งแต่ละเขตก็จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของตัวเอง ถ้าใครได้ดูเรื่อง Paris, je t’aime (2006) ก็จะพอรู้สึกว่าเป็นอย่างไร (ถึงแม้ทั้ง 20 ย่านจะเป็นการตีความส่วนตัวของผู้กำกับทั้ง 20 คนก็ตาม) และแน่นอนตลอดเวลา 2-3 สัปดาห์เราพักอยู่ที่ Montmartre ตลอดจึงทำให้เรารู้จักและผูกพันกับย่านนี้มากกว่าที่อื่น ภูมิประเทศของ Montmartre เป็นเนินเขาซึ่งภายล่างที่ก็คือโลงละคร Moulin Rouge และ Pigalle ย่านโลกีย์ชื่อดังนั่นเอง เวลาพวกเราเดินผ่านไปมาบริเวณนั้นเวลากลางคืนก็จะถูกเรียกให้ ใช้บริการเป็นระยะ


สถานที่ชื่อดังของย่านนี้อีกที่ก็คือโบสถ์ Sacré-Cœur ซึ่งสร้างภายโดยชาวคาธอลิกหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ด้วยความที่ Montmartre เป็นที่เนินอยู่แล้ว พอเราขึ้นไปบริเวณของ Sacré-Cœur จึงทำให้จุดๆนี้เป็นจุดชมวิวชั้นยอดที่หนึ่งของเมืองปารีส แต่มีข้อเตือนระวังอย่างหนึ่งก็คือตรงทางขึ้นจะมีคนพยายามขายเส้นสิญจน์ให้โดยที่ทำท่าทีเข้ามาพูดคุยแล้วก็จับผูกให้ที่นิ้วเลย สุดท้ายก็จะขอเงินแลกเปลี่ยน วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือไม่หยุดคุยด้วยหรือตอบโต้ตั้งแต่แรกพบ




Montmartre ที่คอหนังจะรู้จักดีอีกในฐานะที่เป็นสถานที่ถ่ายทำของหนังดังอย่าง Amélie (2001) ของผู้กำกับ Jean-Pierre Jeunetตัวละครเอกของเรื่องก็คือ Amélie สาวน้อยที่มาทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟอยู่ในคาเฟ่แห่งหนึ่งที่ทุกคนรู้จักในนาม Café Amélie ซึ่งในความเป็นจริงแล้วชื่อจริงๆของคาเฟ่แห่งนี้คือ Café des 2 moulins (ซึ่งพวกเราก็ได้มีโอกาสเข้าไปชิมหนึ่งครั้งและพบว่า...สำหรับเมืองที่มีมาตรถานด้านการกินการอยู่ระดับสูงมาก รสชาติอาหารแบบนี้ถือว่าหาได้ทั่วไป)




Monmartre ไม่ใช่ย่านการค้าที่โด่งดังแต่เป็นย่านที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่แบบคนฝรั่งเศสได้อย่างดีคือแต่ละร้านค้าจะขายสินค้าแต่ละประเภทให้แก่คนที่อยู่อาศัยเช่น ร้านขายขนมผัง ร้านเบเกอรี่ ร้านขายปลา ร้านขายชีส ร้านขายเครื่องเทศในย่าน ดังนั้นความคิดเป็น supermarket เป็นอิทธิพลจากภายนอกที่กำลังแพร่เข้ามา และแน่นอนก็ได้รับการต่อต้านอยู่ไม่น้อย


ปารีสที่เห็นจริงต่างจากที่ฝันไว้เยอะไม่น่าเชื่อว่าถึงแม้จะเป็นเมือง metropolitan แต่ก็ห่างจากความเป็น cosmopolitan อยู่เยอะ ปารีสวันนี้ก็ยังไม่เหมือนกับลอนดอน ฮ่องกง หรือนิวยอร์ก เพราะหลายๆอย่างยังคงความเป็นธรรมเนียมเดิมอยู่มาก คนยังซื้อขนมปัง baguette ที่ร้านที่คุ้นเคย ซื้อชีวจากร้านที่เคยซื้อ ทุกอย่างก็วนเวียนอยู่ในย่านที่ตัวเองอยู่








คืนหนึ่งที่จะไม่มีวันลืมในย่าน Montmartre คือครั้งแรกที่เมาไวน์มากที่สุดในชีวิต วันนั้นชวนเพื่อนไปกินร้านฟองดูซึ่งอยู่ใกล้ๆ apartment ร้านนี้ได้ข่าวว่าเป็นร้านฟองดูที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งที่ขายแต่ฟองดูอย่างเดียว ภายในร้านมีเพียงโต๊ะยาวๆอยู่สองข้างทางเดิน พอนั่งปุ๊บเจ้าของร้านก็เดินมาทักทายอย่างเป็นกันเอง โดยถามคำแรกและคำเดียวว่าขาวหรือแดง?” และเดินกลับมาพร้อมกับไวน์ 3 ที่ซึ่งบรรจุอยู่ในภาชนะรู้ทรงพิเศษซึ่งก็คือ...ขวดนม ซึ่งแน่นอนว่าจำทำให้ความถี่ของการดื่มเพิ่มขึ้น เมื่อเริ่มดึกขึ้นพวกเราเริ่มไม่ได้สนใจคนอื่นในร้าน กลัวว่าเสียงตัวเองตัวเองดังไม่พอ เลยเริ่มตะโกนคุยกันเอง 3 คนแข่งกับเสียงหัวเราะของโต๊ะรอบข้าง และเสียงน้ำมันที่เดือดพล่านของโต๊ะตัวเอง จากปกติเป็นคนไม่กินเนื้อ รสชาติของไวน์ในคืนนั้นทำให้เราลืมกลิ่นของเนื้อไปซะสนิท สุดท้ายก็เริ่มสงสัยกันว่าไวน์ที่กินกันอยู่ไม่น่าจะใช่ไม่จำกัดจำนวนอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก กว่าจะรู้ตัวอีกที พวกเราสามคนก็ไปเดินอยู่กลางถนนเล็กๆเพื่อจะกลับห้อง ระหว่างเดินก็ท้ากันว่าใครเดินตรงกว่า โดยมีเพื่อนคนหนึ่ง (ซึ่งคงไม่รู้สึกตัว 100%) คอยบอกกับคนที่ผ่านไปผ่านมาแล้วหัวเราะว่าเพื่อนชั้นเมา เพื่อนชั้นเมา ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่ถึงสี่ทุ่มเลย สุดท้ายพวกเราก็กลับไปถึงห้องของเพื่อนซึ่งอยู่ชั้น 4 แล้วก็นอนหลับไป... แต่ผ่านไปไม่นานทุกคนก็ตื่นขึ้นมาตอนตี 4 เพราะนอนไม่หลับ ก็เปิดดีวีดีเรื่อง The Devil Wears Prada (2006) และพบว่าตอนท้ายของหนังเนื้อเรื่องมาเกิดขึ้นที่ปารีสเมืองเดียวกับที่พวกเรานั่งๆนอนๆมึนหัวอยู่ตอนนั้นนี่เอง แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ที่ตอนหนึ่งตัวละครพูดว่า “America is my country but Paris is my hometown.” และพอฟ้าเริ่มสว่างพวกเราก็หลับไป




1 comment:

Paisid said...

คิดถึง montmartre >_<

ps ชอบรูปสุดท้าย